การดูแลตนเองอย่างถูกต้องหลังการผ่าตัดมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการฟื้นตัวที่สมบูรณ์ และป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น นี่คือคำแนะนำสำหรับผู้ป่วยทั่วไปก่อนกลับบ้าน:
1. การดูแลแผลผ่าตัด
- ป้องกันแผลเปียกน้ำ: ในสัปดาห์แรก ควรระวังไม่ให้แผลผ่าตัดเปียกน้ำ อาจใช้วิธีเช็ดตัวบริเวณใกล้แผลแทนการอาบน้ำโดยตรง หลังจากนั้นสามารถใช้ถุงพลาสติกคลุมแผลก่อนอาบน้ำเพื่อป้องกันแผลเปียก
- การทำแผล: หากแผลมีเลือดหรือสิ่งคัดหลั่งซึมมาก ควรไปทำแผลที่อนามัยหรือโรงพยาบาลใกล้บ้าน เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์ประเมินลักษณะแผลและทำแผลด้วยหลักปราศจากเชื้อ ซึ่งช่วยป้องกันแผลติดเชื้อ
- หลีกเลี่ยงการแกะเกา: ไม่ควรแคะ แกะ หรือเกาแผลผ่าตัด เพราะอาจนำเชื้อโรคจากซอกเล็บเข้าสู่แผล ทำให้เกิดการติดเชื้อได้
2. การรับประทานอาหาร
- อาหารหลังผ่าตัดใหม่ๆ: ใน 1-3 วันแรกหลังผ่าตัด ควรรับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย เช่น ข้าวต้ม ซุป หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด
- อาหารเพื่อการฟื้นฟู: หลังจากนั้นสามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติ แต่ควรเน้นเพิ่มการรับประทานโปรตีนจากเนื้อสัตว์ (เช่น เนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อไก่ไม่ติดหนัง ปลา) รวมถึงไข่ เต้าหู้ ถั่วเหลือง นมพร่องมันเนย เพื่อเร่งการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ ทำให้แผลหายเร็ว
- วิตามินและแร่ธาตุ: เพิ่มการรับประทานวิตามินและแร่ธาตุจากผลไม้ เพื่อช่วยให้แผลหายเร็วและเพิ่มภูมิคุ้มกัน เช่น
- วิตามินซี: ส้ม ฝรั่ง มะละกอ
- วิตามินเอ: ฟักทอง แครอท
- สังกะสี: ถั่วเมล็ดแห้ง เมล็ดฟักทอง
- ธาตุเหล็ก: ตับ ผักใบเขียว
- การดื่มน้ำ: ควรดื่มน้ำให้เพียงพอ อย่างน้อย 1,500 มิลลิลิตรต่อวัน
- อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง: อาหารดิบ กึ่งดิบกึ่งสุก ของหมักดอง หรืออาหารที่ทำให้เกิดแก๊ส เพราะอาจทำให้ท้องอืด หรือติดเชื้อในระบบทางเดินอาหารได้ หลีกเลี่ยงการดื่มสุรา เพราะจะยับยั้งการสมานแผลและอาจมีปฏิกิริยากับยาที่ได้รับ
3. การทำงาน/การออกกำลังกาย
- ช่วง 2 สัปดาห์แรก:
- ควรพักผ่อนอย่างเต็มที่ หลีกเลี่ยงการทำงานหนักหรือยกของหนัก
- น้ำหนักที่ยกได้: พิจารณาจากประเภทการผ่าตัด
- การผ่าตัดช่องท้องทั่วไป/ลำไส้/ไส้เลื่อน: ไม่ควรยกน้ำหนักเกิน 2-5 กิโลกรัม
- การผ่าตัดใหญ่หรือมีแผลขนาดใหญ่: น้ำหนักไม่ควรเกิน 2 กิโลกรัม
- ตัวอย่างน้ำหนัก: ถุงข้าวสารเล็ก (2 กก.), ขวดน้ำดื่ม 1.5 ลิตร (1.5 กก.), เด็กทารกแรกเกิด (3-3.5 กก.)
- เลี่ยงการออกแรงเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้องร่วมด้วย
- การออกกำลังกาย: ควรเป็นการออกกำลังกายที่เน้นการฟื้นคืนการเคลื่อนไหว เช่น เดินเป็นระยะสั้นๆ เพิ่มระยะทางการเดินตามความสามารถ แต่หลีกเลี่ยงการยกของหนัก บิดตัวแรงๆ หรือออกแรงดันหน้าท้อง
- หลัง 2 สัปดาห์: สามารถออกกำลังกายเบาๆ ได้ แต่ยังไม่ควรว่ายน้ำ ยกน้ำหนัก หรือขี่จักรยาน
- หลัง 6 สัปดาห์: สามารถทำกิจกรรมตามปกติได้ แต่ให้สังเกตอาการ หากมีอาการเจ็บแผล แน่นอก หายใจหอบ หน้ามืด ไม่ควรฝืนทำต่อไป
4. การรับประทานยา
- รับประทานยาตามแพทย์สั่ง: ผู้ป่วยที่ได้รับยากลับไปรับประทานที่บ้านหลังผ่าตัด ควรรับประทานยาตามขนาดและเวลาที่กำหนด
- ยาปฏิชีวนะ: ควรรับประทานให้หมดตามที่แพทย์สั่ง ห้ามแบ่งยาให้ผู้อื่นใช้ และไม่ควรซื้อยามารับประทานเองต่อ หากยาหมดแล้ว เพื่อป้องกันเชื้อดื้อยา
- ยาบรรเทาปวด: รับประทานตามขนาดและเวลาที่กำหนด หากมีอาการปวด หากไม่มีอาการไม่จำเป็นต้องรับประทาน
- วิธีบรรเทาปวดโดยไม่ใช้ยา: ควรใช้วิธีบรรเทาปวดโดยไม่ใช้ยาร่วมด้วยเพื่อเสริมฤทธิ์ยา เช่น การอ่านหนังสือ ฟังเพลง ทำสมาธิ หรือการฝึกลมหายใจ โดยหายใจเข้าทางจมูกช้าๆ ลึกๆ กลั้นไว้เล็กน้อย แล้วค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกทางปากช้าๆ ทำซ้ำไปเรื่อยๆ จะช่วยบรรเทาอาการปวดได้
5. การสังเกตอาการผิดปกติ
อาการผิดปกติที่ควรต้องรีบกลับมาพบแพทย์ก่อนถึงวันนัดครั้งต่อไป ได้แก่:
- ไข้สูง หนาวสั่น
- มีเลือดออกจากแผลมาก
- แผลมีลักษณะบวม แดงขึ้นกว่าวันแรกที่ออกจากโรงพยาบาล
- ปวดบริเวณแผลอย่างรุนแรง
- กรณีมีท่อระบายกลับบ้าน: สังเกตลักษณะสารเหลวที่ออกในถุงรองรับ หากมีลักษณะผิดปกติ เช่น สารเหลวออกมากขึ้นหรือไม่ออกเลย สีเปลี่ยนไปจากเดิม (เช่น จากสีใสเปลี่ยนเป็นสีแดงหรือมีลักษณะเป็นหนอง) ควรรีบมาพบแพทย์
6. การมาตรวจตามนัด
- โดยทั่วไปหลังผ่าตัด 2 สัปดาห์ แพทย์จะนัดมาดูอาการ เพื่อประเมินผลหลังการรักษาและวางแผนการดูแลสุขภาพระยะยาวต่อไป
- ผู้ป่วยควรมาตามวันนัดเพื่อประโยชน์ของตนเอง
- ในวันนัด ให้นำเอกสารใบนัด และบัตรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสิทธิการรักษาพยาบาลมาให้พร้อม เพื่อความสะดวกในการรับบริการ
