นิ่วในไต: ความหมาย, สาเหตุ, อาการ, และการป้องกัน

บทนำ: โรคนิ่วในไต ปัญหาที่ต้องใส่ใจ

นิ่วในไต (nephrolithiasis หรือ urolithiasis หรือ kidney stone disease) เป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทยที่มีอุบัติการณ์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การกลับเป็นซ้ำของนิ่วในไตสูงถึงร้อยละ 50 ภายใน 5-10 ปี และเพิ่มเป็นร้อยละ 75 ภายใน 20 ปี (Shastri et al., 2023) ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ป่วยนิ่วในไตซ้ำยังมีโอกาสเสี่ยงต่อโรคไตเรื้อรังและโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายเพิ่มขึ้นถึง 1.50 และ 2.37 เท่าตามลำดับ (Shoag et al., 2015) ดังนั้น การทำความเข้าใจและป้องกันการกลับเป็นซ้ำของนิ่วในไตจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

นิ่วในไตคืออะไร?

นิ่วในไตคือการรวมตัวกันเป็นก้อนผลึกของสารประกอบเกลือแร่ที่สะสมในน้ำปัสสาวะ มักเกิดขึ้นเมื่อปัสสาวะมีความเข้มข้นของสารประกอบเกลือแร่กลุ่มที่ก่อให้เกิดนิ่วสูง เช่น แคลเซียม ออกซาเลต ฟอสฟอรัส หรือกรดยูริก หรือมีความเข้มข้นของสารประกอบเกลือแร่ที่ช่วยยับยั้งนิ่วต่ำ เช่น ซิเทรต แมกนีเซียม

ตำแหน่งและชนิดของนิ่วในไต

  • ตำแหน่ง: นิ่วในไตมักพบที่บริเวณกรวยไต (renal pelvis) และรูของหลอดเลือดไตฝอย (tubular lumens)
  • ชนิด: นิ่วในไตส่วนใหญ่ (มากกว่าร้อยละ 80) เป็นนิ่วแคลเซียม มักพบในรูปแบบผสม โดยเป็นชนิดแคลเซียมออกซาเลตมากกว่าแคลเซียมฟอสเฟต นอกจากนี้ ยังพบนิ่วยูริกและนิ่วแมกนีเซียมแอมโมเนียมฟอสเฟตได้ร้อยละ 5-15 ส่วนนิ่วชนิดอื่นๆ เช่น ซิสติน ไตรแอมธีรีน 2, 8-DNA พบน้อยกว่าร้อยละ 1

อุบัติการณ์การเกิดนิ่วในไต

ความชุกของนิ่วในไตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก ในสหรัฐอเมริกาเพิ่มจากร้อยละ 5.2 ในปี 1994 เป็นร้อยละ 8.8 ในปี 2010 (Shoag et al., 2015) และมีรายงานว่า 1 ใน 11 ของประชากรอเมริกันเป็นโรคนิ่วในไต (Shastri et al., 2023) สำหรับประเทศไทย ความชุกเพิ่มขึ้นจาก 79.2 ต่อประชากร 100,000 คน ในปี 2545 เป็น 90.8 ในปี 2558 โดยภาคเหนือมีอุบัติการณ์สูงสุดที่ 137.18 ต่อประชากร 100,000 คน (สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข, 2559) นิ่วในไตมักพบในผู้ใหญ่อายุระหว่าง 40-70 ปี และพบอุบัติการณ์เพิ่มขึ้นในเพศหญิง ซึ่งเชื่อว่าสัมพันธ์กับภาวะอ้วนที่เพิ่มขึ้นในเพศหญิง (Myran & Hornecker, 2016)

ปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเกิดนิ่วในไต

นิ่วในไตเกิดจากปัจจัยเสี่ยงหลายด้าน ทั้งพันธุกรรม ระบบเผาผลาญ และสิ่งแวดล้อม โดยพบความสัมพันธ์สูงระหว่างภาวะอ้วนและเบาหวานกับผู้ป่วยนิ่วในไต โดยเฉพาะในเพศหญิง ปัจจัยที่สำคัญได้แก่:

  • ปริมาณปัสสาวะน้อย: เกิดจากการดื่มน้ำน้อย หรือการสูญเสียน้ำมาก เช่น ท้องเสีย เหงื่อออกมาก
  • ปริมาณซิเทรตในปัสสาวะน้อย: เกิดจากการได้รับโพแทสเซียมลดลง การรับประทานโปรตีนจากสัตว์มากเกินไป หรือความไม่สมดุลของกรด-ด่างในร่างกาย
  • ปริมาณแคลเซียมในปัสสาวะมากเกิน: เกิดจากการได้รับโซเดียมมาก ต่อมพาราไทรอยด์ทำงานผิดปกติ ภาวะวิตามินดีมากผิดปกติ ภาวะแคลเซียมในเลือดสูงโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือภาวะกระดูกสลาย/โรคกระดูกพรุน
  • ปริมาณออกซาเลตในปัสสาวะสูง: เกิดจากการดูดซึมไขมันผิดปกติ การรับประทานอาหารมากเกินไป หรือการได้รับวิตามินซีมากเกิน
  • โรคถุงน้ำในไตหลายใบ (polycystic kidney disease)

อาการของนิ่วในไต

ผู้ป่วยนิ่วในไตอาจมีอาการดังต่อไปนี้:

  • ปวดบั้นเอว
  • ปัสสาวะปนเลือด
  • มีลักษณะคล้ายเม็ดทรายหลุดออกมาพร้อมกับปัสสาวะ
  • อาจมีไข้ หนาวสั่น

การป้องกันนิ่วในไต

เนื่องจากนิ่วในไตมีโอกาสกลับเป็นซ้ำสูง การป้องกันจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเน้นที่การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตและการควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่างๆ

คำแนะนำเบื้องต้น:

  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ: ควรดื่มน้ำเปล่าประมาณ 2-3 ลิตรต่อวัน เพื่อให้ปัสสาวะใสและเจือจาง ช่วยลดความเข้มข้นของสารที่ก่อให้เกิดนิ่ว
  • ลดการบริโภคโซเดียม (เกลือ): การลดโซเดียมช่วยลดปริมาณแคลเซียมในปัสสาวะ
  • จำกัดการบริโภคโปรตีนจากสัตว์: โปรตีนจากสัตว์บางชนิดสามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดนิ่วยูริกและแคลเซียม
  • เพิ่มการบริโภคผักผลไม้: ผักและผลไม้บางชนิด เช่น ส้ม มะนาว มีซิเทรตสูง ซึ่งช่วยยับยั้งการเกิดนิ่ว
  • หลีกเลี่ยงอาหารที่มีออกซาเลตสูง (ในบางราย): เช่น ผักโขม ชา ช็อกโกแลต ถั่วต่างๆ
  • ควบคุมน้ำหนัก: ภาวะอ้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ
  • รักษาโรคประจำตัว: เช่น เบาหวาน และความผิดปกติของต่อมพาราไทรอยด์

สรุป

โรคนิ่วในไตเป็นภาวะที่ควรได้รับการใส่ใจ เนื่องจากการกลับเป็นซ้ำสูงและเสี่ยงต่อการเกิดโรคไตเรื้อรัง การเข้าใจถึงความหมาย สาเหตุ อาการ และการป้องกันเป็นสิ่งสำคัญในการดูแลสุขภาพไตของคุณ หากมีอาการผิดปกติ ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสม

อ้างอิง:

  • สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์, กระทรวงสาธารณสุข. (2559). สถิติสาธารณสุข พ.ศ.2558. กรุงเทพ: สามเจริญพาณิชย์.
  • Myran, L., & Hornecker, J.R. (2016). A review of the management of nephrolithiasis. Retrieved from https://www.uspharmacist.com/ce/a-review-of-the-management
  • Shastri, S., Patel, J., Sambandam, K. K., & Lederer, E. D. (2023). Kidney stone pathophysiology, evaluation, and management: Core curriculum 2023. American Journal of Kidney Diseases, 82(5), 617-634.
  • Shoag, J., Tasian, G.E., Goldfarb, D.S., & Eisner, B.H. (2015). The new epidemiology of nephrolithiasis. Advances in Chronic Kidney Disease, 22(4), 273-278.

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *